โดย... น.ท.ขจิตร  ขยันกสิกร   หน.ฌาปนสถาน ทร.

     ฌาปนสถาน ทร. ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของ สก.ทร. มีหน้าที่ในการฌาปนกิจศพ พิธีการ และจัดสถานที่บำเพ็ญกุศลศพ และ เก็บรักษาศพ ให้กับสมาชิกฌาปนกิจ ทร. , ข้าราชการ ทร. และครอบครัว ตลอดจนบุคคลภายนอกที่มาขอใช้บริการซึ่งกระผม ขอเรียนให้ ทราบว่า “ ตาย ” ใช่จะรู้เรื่องดีไปหมดทุกคนบางคนไม่รู้จะทำอย่างไรดี สอบถามญาติ ก็ไม่มีใครรู้จริง กระผมจึงอยากจะแนะนำแนวทางปฏิบัติ ให้ทุกคนได้รับทราบเพื่อนำไปปฏิบัติ และ ในกรณีที่ท่าน ขอใช้ฌาปนสถานกองทัพเรือเป็นที่จัดการศพ ดังนี้

 
:: เมื่อมีผู้ถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาล ::
  

   1. ติดต่อฌาปนสถาน ทร. หรือสถานที่ ที่เจ้าภาพต้องการเพื่อตั้งบำเพ็ญกุศล โดยโทรศัพท์ขอจองศาลา หรือ ญาติติดต่อด้วยตนเอง
   2. เมื่อได้ศาลาหรือสถานที่แล้ว ดำเนินการทำใบมรณบัตร โดยนำใบแจ้งการตายจากโรงพยาบาลไปที่ เขตที่โรงพยาบาลตั้งอยู่เพื่อออก       ใบมรณบัตร แจ้งด้วยว่าเก็บ หรือ เผา ฌาปนสถานใด แต่บางโรงพยาบาลอาจมีเจ้าหน้าที่ดำเนินการให้
   3. ญาติไปติดต่อฌาปนสถาน เพื่อแจ้งรายละเอียด และกำหนดวันสวดพ


:: เมื่อมีผู้ถึงแก่กรรมที่บ้าน (ตายตามธรรมชาติ) ::

   
    1. ติดต่อฌาปนสถาน ทร. หรือสถานที่ ที่เจ้าภาพต้องการเพื่อตั้งบำเพ็ญกุศล โดยโทรศัพท์ขอจองศาลา หรือ ญาติติดต่อด้วยตนเอง
    2. เมื่อได้ศาลาหรือสถานที่แล้ว ดำเนินการ แจ้งความ ณ สถานีตำรวจท้องที่ ที่เสียชีวิต
    3. นำใบแจ้งความหรือบันทึกประจำวัน จากสถานีตำรวจ ไปแจ้งขอใบมรณบัตร ณ สำนักงานเขต หรือ อำเภอ เพื่อออกใบมรณบัตร ระบุวันที่ชัดเจน
    4. ญาติไปติตต่อที่ฌาปนสถาน ทร. เพื่อแจ้งรายละเอียดและกำหนดวันสวดพระอภิธรรมว่าสวดกี่วัน จะทำการฌาปนกิจวันไหนหรือ จะบรรจุเก็บศพไว้ก่อน

:: ถึงแก่กรรมโดยอุบัติเหตุ หรือถูกฆาตกรรม (ที่บ้าน)

 

   1. เจ้าของบ้านจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้มาชันสูติพลิกศพทำหลักฐานการเสียชีวิต
   2. ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือแพทย์ ยังมิได้มาตรวจศพห้ามเคลื่อนย้ายศพ หรือทำให้ศพ เปลี่ยนสภาพ หรือนำยาไปฉีด
   3. เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือแพทย์ ได้ตรวจชันสูตรศพแล้ว ญาติผู้เสียชีวิตจะต้องไปขอหลักฐาน จากเจ้าหน้าที่ ตำรวจที่รับผิดชอบ พร้อมทั้งขอใบชันสูติศพจากแพทย์ เพื่อนำไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ สำนักทะเบียนท้องถิ่น ในการออกใบมรณบัตร โดยแจ้งด้วยว่าจะนำศพ ไปบำเพ็ญกุศล ณ ณาปนสถานใดตั้งอยู่ที่ไหน
   4. ก่อนจะออกใบมรณบัตร ให้ติดต่อฌาปนสถาน ทร. ก่อนหรือสถานที่อื่น ๆ ตามความประสงค์ ของเจ้าภาพ เมื่อจองสถานที่ได้แล้ว จึงไปออกใบมรณบัตร
   5. ญาติไปติดต่อที่ฌาปนสถาน ทร. เพื่อแจ้งรายละเอียดและกำหนดวันสวดพระอภิธรรม ว่าสวดกี่คืน ทำการฌาปนกิจวันไหน หรือจะบรรจุ เก็บศพไว้ หรือไม่


:: การนำศพไปฌาปนสภาน ทร. ::


   1. ญาติจะต้องนำใบมรณบัตรไปแสดงกับทางฌาปนสถาน ทร. เพื่อให้ฌาปนสถาน ทร. จัดเจ้าหน้าที่ ไปรับศพ หรือจะนำศพไปเอง แล้วแต่จะสะดวก ( ฌาปนสถาน ทร. บริการ รถรับศพ และ หีบศพ )
   2. ก่อนจะนำศพไปฌาปนสถาน ทร. ควรจัดเตรียมเปลี่ยนเสื้อผ้าจากบ้านหรือโรงพยาบาลให้เรียบร้อย ก่อน พร้อมจัดเตรียมสิ่งของดังนี้
       2.1   ผ้าแพรสำหรับคลุมศพ (ถ้าต้องการจัดเอง)
       2.2   ภาพถ่ายที่จะต้อง ตั้งหน้าศพ
       2.3   ใบมรณบัตร (ใบถ่ายสำเนา)

:: การอาบน้ำศพ ::



   1. การชำระร่างกายเพื่อให้สะอาด และแต่งตัวให้กับศพเป็นหน้าที่ของบุตร ธิดา โดยเฉพาะต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อนถึงเวลาอาบน้ำศพจริง ( ที่บ้าน , โรงพยาบาล หรือ สถานที่บำเพ็ญกุศล )
   2. เวลาที่อาบน้ำศพที่นิยมกันโดยทั่วไป คือเวลา 16.00 – 17.00 น.
   3. เจ้าภาพจะต้องเตรียมน้ำอบไว้ให้พร้อม เพื่อที่จะอาบน้ำศพก่อนเวลาอาบน้ำศพจริง( ฌาปนสถาน ทร. บริการจัดเตรียมอุปกรณ์ อาบน้ำศพ และน้ำอบไว้ให้ )
   4. เจ้าภาพหรือทายาทจะเป็นผู้คอยส่งน้ำอบให้กับแขกที่มาอาบน้ำศพ
   5. ในกรณีผู้ถึงแก่กรรม ได้รับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ให้นำน้ำหลวงพระราชทานอาบศพ เป็นลำดับสุดท้าย ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่ จะได้สุกำศพ และบรรจุศพลงหีบ และตั้งบนแท่นจากนั้นจึงจัด ประดับดอกไม้หน้าหีบศพ ให้ทางฌาปนสถาน ทร. จัด หรือเจ้าภาพจัดหา มาเองก็ได้


:: การสวดพระอภิธรรม ::

   
   1. ประเพณีการสวดพระอภิธรรมศพ นิยมสวด 1 คืน , 3 คืน , 5 คืน , 7 คืน ซึ่งเป็นคตินิยมของ ประเพณีโบราณ
   2. ตามประเพณีนิยมแต่โบราณนิมนต์พระสวดอภิธรรม 4 รูป และสวด 4 จบ พระจะลงสวดเวลาของ แต่ละท้องถิ่น สำหรับที่ฌาปนสถาน ทร. กำหนดสวดเวลา 18.30 น.
   3. ต้องจัดให้มีเครื่องไทยธรรมพร้อมผ้าสบงเพื่อถวายพระสวดอภิธรรม และบังสุกุลให้ผู้เสียชีวิต ( ฌาปนสถาน ทร. มีบริการจัดหาให้ )
   4. ปัจจัยถวายพระ 4 รูป ตามแต่จะศรัทธา
   5. ตามประเพณีนิยมมักมีอาหารว่างเลี้ยงแขกที่มาฟังสวดทุกคืน ( สำหรับฌาปนสถาน ทร. กำหนด ให้เลี้ยงอาหารว่างก่อนพระสวด ฯ หรือหลังพระสวด ฯ เสร็จแล้วเท่านั้น )

:: การทำบุญ ::

 

  1. ตามประเพณีการจัดการศพ จะทำบุญครบวันตาย ( ตายครบกี่วัน ) ครบ 7 วัน , 50 วัน , 100 วัน , ครบปี และทำบุญอัฐิ
  2. ส่วนมากจะนิมนต์พระสงฆ์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย โดยสวดพระพุทธมนต์ และฉันเพล ญาติ จะจัดอาหารจัด , เครื่องไทยธรรม และสบงมาเอง หรือให้ฌาปนสถาน ทร. ดำเนินการก็ได้


:: การบรรจุเก็บศพ ::

. 1. ญาติจะกำหนดเองว่าจะเก็บศพวันใด โดยทำการตกลงกับเจ้าของสถานที่นั้น ๆ ทางฌาปนสถาน ทร. ส่วนมากจะสวดพระอภิธรรมครบ 3 คืน ,5 คืน , 7 คืน แล้วเก็บศพ ญาติจะต้องเตรียมผ้าไตร 1 ผืน หรือ ผ้าสบง 1 ผืน ( อย่างใดอย่างหนึ่ง ) ดอกไม้ช่อบรรจุศพ ธูป เทียน ลูกดินห่อ ด้วย กระดาษ ทอง – เงิน – ขาว – ดำ ตามจำนวนผู้ที่มาร่วมงานลูกดินจะใช้เป็นคู่ ดอกไม้ ให้คนละ 1 ช่อ (ทางฌาปนสถาน ทร. มีบริการจัด หาให้)
  2. การบรรจุ เก็บศพจะกระทำวันสุดท้ายของการสวด ฯ โดยสวดศพจบสุดท้ายเสร็จแล้ว จะนำศพ ไปเก็บที่สุสานโดยนิมนต์พระสงฆ์ นำศพ 1 รูป เพื่อนำศพไปเก็บที่สุสานที่กำหนดแล้ว ญาตินำ ผ้าไตร หรือ ผ้าสบง วางที่หีบศพ จากนั้นจะนิมนต์พระสงฆ์ที่นำศพชักผ้าบังสุกุล ต่อไป


:: การฌาปนกิจศพ ::

  1. การฌาปนกิจศพได้แก่ การปลงศพหรือเผาศพโดยเจ้าภาพหรือญาติ จะต้องกำหนดวันที่จะกระทำ การฌาปนกิจที่แน่นอน ทั้งนี้เพื่อเลือก วันเวลา ที่ต้องการเป็นการจองไว้ก่อน และจะต้องไป ตรวจ วัน เวลา กับทางวัดหรือ ฌาปนสถาน ทร. เมื่อได้ วัน เวลา ที่ต้องการแล้ว จึงไปพิมพ์บัตรเชิญ
  2. กรณีบรรจุเก็บศพไว้ก่อนที่จะทำการฌาปนกิจ จะต้องนำศพมาตั้งสวดพระอภิธรรมอีกวาระหนึ่งโดย สวดก่อน 1 คืน แล้ววันรุ่งขึ้นจะทำพิธี ฌาปนกิจ
  3. บางรายก็ไม่ตั้งสวดพระอภิธรรมอีก เพียงแต่ยกศพขึ้นในตอนเช้าเลี้ยงพระเพลมีพระธรรมเทศนา ในตอนเช้า หรือบ่าย แล้วทำการ ฌาปนกิจศพในตอนเย็นจะเป็นเวลา 16.00 หรือ 17.00 น. เรียกว่า ตั้งเช้า เผาเย็นแต่ถ้าศพนั้นเป็นบุพการี ก็ควรตั้งสวดพระอภิธรรมอีกคืนหนึ่ง ก่อนเพื่อเป็นเกียรติ และ การระลึกถึงผู้ตาย
  4 วันที่ฌาปนกิจศพ ทำบุญเลี้ยงพระ 10 รูป แสดงพระธรรมเทศนา และ มาติกาบังสุกุล เจ้าภาพ จะต้องเตรียมสิ่งอุปกรณ์หลัก ๆ ได้แก่
     4.1  เครื่องไทยธรรม ผ้าสบงถวายพระสวดมนต์ฉันเพล
     4.2  เครื่องไทยธรรมผ้าไตร และเครื่องติดกันเทศน์ถวายพระเทศน์
     4.3  ผ้าไตรประธานเพื่อทอดบังสุกุล และมหาบังสุกุลก่อนทำการฌาปนกิจ
     4.4  ผ้าสบงถวายพระสวดมาติกาบังสุกุลตามจำนวนพระสวดส่วนมากจะนิมนต์ 10 รูป บางแห่งนิมนต์หมดวัดหรือตามจำนวนอายุผู้ตาย
     4.5  เตรียมดอกไม้จันทน์ให้กับผู้ที่มาร่วมงาน และดอกไม้จันทน์สำหรับประธานพิธี
     4.6  ตามข้อ 4.1 – 4.5 เจ้าภาพจะจัดหามาเอง หรือให้ทางฌาปนสถาน ทร. ดำเนินการ ให้ก็ได้


:: การเก็บอัฐิ ::

    1. หลังจากการกระทำพิธีฌาปนกิจแล้ว จะต้องมีการกระทำพิธีแปรธาตุเก็บอัฐิ ในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น เจ้าภาพหรือญาติ จะต้องตกลงเวลากับ เจ้าหน้าที่ เพื่อจะได้นิมนต์พระสงฆ์ทำพิธี ( 3 รูป ) สำหรับสิ่งของเจ้าภาพจะเตรียมมาหรือให้ฌาปนสถาน ทร. ดำเนินการก็ได้
       1.1  ผ้าขาวห่ออัฐิ 1 ผืน , ลุ้งใส่อังคาร 1 ใบ , ปิ่นโต 3 เถา , ผ้าสบง 3 ผืน
       1.2  ดอกมะลิกลีบกุหลาบ พวงมาลัย สตางค์เหรียญเงิน เหรียญทอง (32 เหรียญ หรือ มากว่าก็ได้)
       1.3  โกศ หรือ ผอบ สำหรับใส่อัฐิเพื่อเก็บรักษาไว้บูชา ( เจ้าภาพจัดหาเอง )
   2. วันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่ของฌาปนสถาน ทร. จะนิมนต์พระสงฆ์ 3 รูป
       2.1  เจ้าหน้าที่จะนำกระบะไม้ปูด้วยผ้าขาวที่เตรียมไว้วางบนจิตกาธาน
       2.2  นำอัฐิที่เผาแล้วมาวางเรียงในกระบะที่ปูด้วยผ้าขาว เป็นรูปสรีระของมนุษย์จากศีรษะจรดเท้าคลุมด้วยผ้าขาว
       2.3  เมื่อเตรียมพร้อมแล้วจะได้เวลาตามที่กำหนด เจ้าหน้าที่จะเชิญเจ้าภาพ ทำพิธีโดย จุดธูปแจกคนละ 1 ดอก เพื่อบอกกล่าวใน การแปรธาตุ ต่อจากนั้นประพรมน้ำอบไทย ไปที่อัฐิเจ้าหน้าที่จะเปิดผ้าขาวคอยไว้เมื่อพรมน้ำอบครบทุกคนแล้วเจ้าหน้าที่จะส่ง พาน เหรียญเงิน เหรียญทอง สตางค์เศษ ให้ญาติ ๆ โปรยไปที่อัฐิ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะส่งพานดอกมะลิกลีบกุหลาบ ฯ เมื่อครบทุกคน แล้ว เจ้าหน้าที่จะ คลุมผ้าขาว ไว้อย่างเดิม พร้อมกับวางผ้าสบงที่ขอบกระเป๋าสามมุม และอารธนานิมนต์ พระสงฆ์ 3 รูป ให้มาบังสุกุลตายเพื่อแปรธาตุอัฐิ
       2.4  เมื่อบังสุกุลแล้วเจ้าหน้าที่จะเปิดผ้าคลุมอัฐิเพื่อให้ญาติทำการเก็บอัฐิ
       2.5  การเก็บอัฐิจะเก็บพอเป็นสังเขป การเก็บ จะเก็บตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้า กะโหลกศีรษะ ข้อต่อคอ แขนท่อนบน ท่อนล่าง มือ ซี่โครง กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน ขาท่อนบน 2 ข้าง หัวเข่า ลูกสะบ้า 2 ลูก ขาท่อนล่างและเท้า


:: การลอยอังคาร ::

   1. หลังจากทำพิธีแปรธาตุเก็บอัฐิแล้ว ส่วนที่เหลือ เจ้าหน้าที่จะนำอัฐิที่เหลือไปรวมกับอังคาร ( อังคาร – ขี้เถา ) ห่อด้วยผ้าขาวนำไปใส่ลุ้ง ที่เตรียมไว้ให้ญาตินำกลับไปจะเก็บไว้ก่อน หรือ จะนำไปลอยอังคารเลยก็ได้
   2. การลอยอังคารมักจะนิยมกระทำกันในตอนเช้า หรือเวลาที่ ก่อนตะวันตกดิน และจะนำไปลอย ยังปากอ่าว หรือทะเลลึก ที่คลื่นลมไม่แรง จัดจะได้ไม่อันตราย
   3. สิ่งของที่เตรียมไปมี สตางค์เศษ (เหรียญเงิน เหรียญทอง) เล็กน้อยพอสังเขป ดอกมะลิ กลีบกุหลาบ ฯ ธูป เทียน (บางแห่งจะมีกระทง)
   4. เมื่อเรือไปถึงจุดที่กำหนด ที่จะทำพิธีลอยอังคาร ซึ่งเป็นบริเวณที่น้ำมีความใสสะอาด โดยเรือจะจอดลอยลำ เจ้าหน้าที่ที่ไปด้วยหรือ เจ้าภาพพร้อมเครือญาติอาจจะมีพิธีการเอง โดยจะเริ่มทำพิธีจุดธูปแจกให้ญาติอธิษฐาน แล้วปักธูปลงที่อังคาร เจ้าหน้าที่จะเปิดฝาลุ้ง แล้วคลี่ผ้า ห่ออัฐิออกรอไว้จากนั้นญาติจะโปรยเศษสตางค์ไปบนพื้นน้ำ เชื่อกันเป็นการซื้อที่ซื้อทางแก่พระแม่คงคา พระแม่ธรณีเจ้าที่เจ้าทาง พร้อมทั้งโปรย ดอกมะลิกลีบกุหลาบ ฯ จากนั้นค่อย ๆ หย่อนลุ้งใส่อังคาร ลงน้ำ พร้อมอธิษฐานขอขมาลาโทษตามความเชื่อก็แล้วแต่ญาติพึงกระทำได้ การหยอดลุ้งลงทะเล ทั้งใบนั้นจะต้องเป็นลุ้งละลายน้ำได้ การลอยอังคารเป็นประเพณีความเชื่อของคนไทยตั้งแต่โบราณ ซึ่งเชื่อกันว่าเราเกิดจาก ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อแตกดับแล้วก็ควรให้กลับไปอยู่ในสภาพเดิม
   5. สถานที่และพิธีกรรมการลอยอังคาร ฌาปนสถาน ทร. ให้การบริการ และประสานแนะนำสถานที่ เพื่อความสะดวกให้กับเจ้าภาพ


“ นี่คือการประกอบพิธีศพที่ครบวงจร ”